ภาพการแข่งขัน | วีดีโอคลิป
สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด, อังกฤษ
ผู้ชมในสนาม 71,137 คน
รายการ เอฟเอ คัพ
เวลา 00.15 น. วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม 2550
ผู้ตัดสิน ไมค์ ไรลี่ย์
แม้จะไม่ใช่เกมฟุตบอลที่คลาสิกแต่เวย์น รูนี่ย์ ที่ลงเล่นเป็นตัวสำรองก็ช่วยแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยลูกยิงทั้ง 2 ประตูของเขา โดยเฉพาะลูกที่สองซึ่งเขาชิพบอลข้ามหัวผู้รักษาประตูเข้าไปอย่างสวยงาม อย่างที่เดวิด เจมส์ หมดสิทธิป้องกัน
แม้ว่าปอร์ทสมัธ จะสามารถทำประตูตีตื้นมาได้ในช่วงท้ายเกม แต่ก็ไม่เพียงพอ โดยประตูที่ได้มาจากลูกยิงของเปโดร เมนเดส ซึ่งยิงแฉลบ เอ็นวานโก้ คานู ทำให้บอลเปลี่ยนทางเข้าประตูไปในนาทีที่ 87
เซอร์ อเล็กซ์ เปลี่ยนตัวผู้เล่นจากนัดที่พ่ายต่ออาร์เซน่อล เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายตำแหน่ง โดยเขาส่งโทมัสซ์ คุสซ์แซค ลงเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูแทนเอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ในขณะที่รูนี่ย์ ต้องนั่งเป็นตัวสำรอง โดยเฟอร์กี้ส่งโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ลงเล่นคู่กับเฮนริก ลาร์สสัน รวมทั้งคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ได้พัก และพาร์ค จีซุง ได้ลงมาเล่นแทนในตำแหน่งปีกขวา
แมนฯ ยูไนเต็ดเริ่มเกมได้ค่อนข้างช้า โดยไม่สามารถตั้งเกมของตนเองได้เลยในช่วง 10 นาทีแรก ในขณะที่ปอร์ทสมัธ ก็ประท้วงจะเอาจุดโทษตั้งแต่ต้นเกมแต่ผู้ตัดสินไมค์ ไรลี่ย์ ก็ไม่ให้เป็นจุดโทษ ในจังหวะที่แอนดี้ โคล จ่ายบอลให้นิโก้ ครานจ์ก้าร์ เข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่เขาก็สะดุดล้มก่อนที่คุสซ์แซค จะคว้าบอลได้
หลังจากนั้นทีมปีศาจแดงก็เริ่มตั้งเกมได้เมื่อไรอัน กิ๊กส์ รับบอลจากแกรี่ เนวิลล์ และเอาบอลลงอย่างสวยงามก่อนจะเปิดเข้ากลางแต่ไม่มีเพื่อนร่วมทีมวิ่งขึ้นมาช่วย หลังจากนั้น เขาก็ได้เปิดบอลให้ลาร์สสัน แต่ลูกยิงก็เขาก็ถูกสองกองหลังของปอร์ทสมัธ อย่างลินวอย ไพรมัส และโซล แคมป์เบลล์ ช่วยกันสกัดไว้ได้
อย่างไรก็ดี แมนฯ ยูไนเต็ดก็น่าจะขึ้นนำหลังจากเกมผ่านไปได้ 15 นาที เมื่อเนมานย่า วิดิช ได้โหม่งบอลผ่านมือเดวิด เจมส์ เลยเส้นประตูเข้าไปอย่างชัดเจนแล้ว แต่ถูกเปโดร เมนเดส สกัดออกมาแต่ผู้ตัดสินกลับไม่ให้เป็นประตู ซึ่งครั้งหนึ่งเปโดร เมนเดส ก็เคยเกือบจะทำประตูในลักษณะนี้มาแล้วในสนามแห่งนี้เมื่อวันที่ 4 มกราคม ปี 2005 ในตอนที่เขาเล่นให้สเปอร์ส โดยเขายิงจากเส้นครึ่งสนาม และบอลก็เลยเข้าเส้นประตูไปแล้วแต่รอย คาร์โรลล์ ก็พุ่งเข้าไปล้วงบอลออกมา และในจังหวะนั้นผู้ตัดสินก็ไม่ให้ประตูเช่นกัน ดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาจะกลับมาแก้แค้นแมนฯ ยูไนเต็ด ได้สำเร็จ
หลังจากนั้นเกมก็ดำเนินไปอย่างเงียบๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ทำให้แฟนแมนฯ ยูไนเต็ดต้องการบางสิ่งบางอย่างมาช่วยให้อากาศที่หนาวเย็นในเมืองแมนเชสเตอร์ลดลงและช่วยเพิ่มความตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง แต่แล้วก่อนหมดครึ่งแรก 5 นาที แฟนๆ ก็ได้คึกคักกันขึ้นมา จากโอกาสในการทำประตูถึง 2 ครั้ง เมื่อกิ๊กส์ ทะลุขึ้นมาจากฝั่งซ้ายและตัดสินใจส่งบอลต่อให้ลาร์สสัน แทนที่จะยิงเอง แต่เขาเปิดบอลย้อนหลังศูนย์หน้าวัย 35 ปี และทำให้ปอร์ทสมัธ เคลียร์บอลออกมาได้ หลังจากนั้นไมเคิล คาร์ริค ก็ได้โหม่งแต่เจมส์ ก็ป้องกันไว้ได้ หมดครึ่งแรกทั้งสองทีมยังทำอะไรกันไม่ได้เสมอกันอยู่ 0 – 0
เริ่มครึ่งหลังเกมยังคงไม่หวือหวา ทำให้แฟนๆ เริ่มส่งเสียงเรียกหา “รูนี่ย์ รูนี่ย์” เพื่อเรียกร้องให้เฟอร์กี้ส่งศูนย์หน้าวัย 21 ปีลงสนามมาช่วยทีม แต่แฟนบอลก็ต้องอารมณ์เสียอีกหลังจากนั้น
เมื่อนาทีที่ 55 แกรี่ เนวิลล์ กระดกบอลผ่านแนวรับ ปอมปีย์ ไปได้อย่างสวยงามและส่งต่อให้ลาร์สสัน ก่อนจะยิงผ่านมือเจมส์ เข้าประตูไป และเขาก็วิ่งแสดงความดีใจ แต่แล้วก็ต้องดีใจเก้อเมื่อเห็นผู้กำกับเส้นยกธงล้ำหน้า หลังจากนั้นเจมส์ ก็ต้องออกแรงอีกครั้งเพื่อพุ่งปัดลูกยิงสุดสวยของพอล สโคลส์
ปอร์ทสมัธ ยังคงเล่นเกมรับได้อย่างดี และพวกเขาก็มีโอกาสบุกบ้าง ซึ่งเป็นโอกาสครั้งเดียวของพวกเขาจากโคล แต่ลูกยิงของเขาก็เบาเกินไปทำให้บอลเข้ามือคุสซ์แซค อย่างไม่มีอันตรายใดๆ
เมื่อเกมผ่านไปถึงนาทีที่ 60 เซอร์ อเล็กซ์ ก็ทำตามความต้องการของแฟนๆ ด้วยการเปลี่ยนโซลชาร์ ออกและส่งรูนี่ย์ ลงเล่นแทน และการแก้เกมครั้งนี้ มันก็ได้ผลจริงๆ เมื่อเหลือเวลาเพียง 13 นาทีก่อนหมดเวลา เริ่มด้วยการประสานงานกันของลาร์สสัน และกิ๊กส์ ก่อนจะเปิดบอลต่อให้รูนี่ย์ ยิงปิดสกอร์อย่างง่ายดาย แมนฯ ยูไนเต็ดขึ้นนำ 1 – 0
หลังจากนั้นอีกเพียง 6 นาทีศูนย์หน้าวัย 21 ปีผู้นี้ก็ทำประตูที่สองให้กับทีมได้ด้วยลูกชิพสุดสวย เหมือนกับลูกที่เอริค คันโตน่า ทำได้ในนัดที่พบกับซันเดอร์แลนด์ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยเขาได้บอลจากเนวิลล์ จากฝั่งขวา ก่อนจะหมุนตัวและชิพบอลข้ามหัวเจมส์ เข้าประตูไป แบบที่อดีตผู้รักษาทีมชาติอังกฤษหมดสิทธิเซฟ แมนฯ ยูไนเต็ดขึ้นนำ 2 – 0
แต่เกมไม่จบเพียงแค่นี้ เมื่อเหลืออีก 3 นาทีจะหมดเวลาปอร์ทสมัธ ก็ทำประตูตีไข่แตกได้ เมื่อจังหวะที่ได้ฟรีคิกและแคมป์เบลล์ ก็รับหน้าที่เปิดฟรีคิกเข้าไปในกรอบเขตโทษเอ็นวานโก้ คานู จับบอลไม่อยู่ แต่ยังโชคดีที่บอลหลุดไปเข้าทางเมนเดส ได้ยิงและบอลก็ไปแฉลบคานู เปลี่ยนทางเข้าประตูไป สกอร์เป็น 2 – 1
ช่วงเวลาที่เหลือก็ไม่มีทีมใดทำประตูเพิ่มได้ ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บชัยชนะได้ในนัดนี้ ต่อหน้าผู้ชมในสนามกว่า 71,000 คน และผ่านเข้ารอบที่ 5 เอฟเอ คัพไปได้ (บรรยายเกมโดย โอปอล)
รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
โทมัสซ์ คุสซ์แซค 29
แกรี่ เนวิลล์ 2
ริโอ เฟอร์ดินานด์ 5
เนมานย่า วิดิช 15
ปาทริซ เอฟร่า 3
พาร์ค จีซุง 13
พอล สโคลส์ 18
ไมเคิล คาร์ริค 16
ไรอัน กิ๊กส์ 11
เฮนริก ลาร์สสัน 17
โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ 20
สำรอง
เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ 1
จอห์น โอเชีย 22
มิเกล ซิลแวสตร์ 27
ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ 24 น. 85 ไรอัน กิ๊กส์ 11
เวย์น รูนี่ย์ 8 ( น. 77, 83) น. 60 โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ 20
ปอร์ทสมัธ
เดวิด เจมส์ 1
เกล็น จอห์นสัน 4
โซล แคมป์เบลล์ 23
ลินวอย ไพรมัส 2
โลร็อง เอตาเม่ 10
แม็ทธิว เทย์เลอร์ 14
ริชาร์ด ฮิวจ์ส 22 ( น. 64)
แกรี่ โอนีล 26
เปโดร เมนเดส 30
นิโก้ ครานจ์ก้าร์ 19
แอนดี้ โคล 8
สำรอง
เจมี่ แอชดาวน์ 15
เดวิด ธอมป์สัน 7
โรดอล์ฟ ดูเอล่า 29 น. 82 ริชาร์ด ฮิวจ์ส 22
เบนยามิน เอ็มวารูวารี่ 25 น. 80 นิโก้ ครานจ์ก้าร์ 19
เอ็นวานโก้ คานู 27 ( น. 87) น. 62 แอนดี้ โคล 8
สถิติของเกม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประตู 2, ยิงตรงกรอบ 7, ยิงหลุดกรอบ 6, โดนบล็อค 3, เตะมุม 9, ฟาวล์ 12, ล้ำหน้า 8, การครองบอล 57%
ปอร์ทสมัธ ประตู 1, ยิงตรงกรอบ 3, ยิงหลุดกรอบ 4, เตะมุม 1, ฟาวล์ 15, ล้ำหน้า 4, ใบเหลือง 1, การครองบอล 43%
คะแนนความสามารถ
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โทมัสซ์ คุสซ์แซค 7, แกรี่ เนวิลล์ 7, ริโอ เฟอร์ดินานด์ 7, เนมานย่า วิดิช 6, ปาทริซ เอฟร่า 8, พาร์ค จีซุง 6, พอล สโคลส์ 7, ไมเคิล คาร์ริค 6, ไรอัน กิ๊กส์ 9, เฮนริก ลาร์สสัน 7, โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ 5, ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ (สำรอง) 5, เวย์น รูนี่ย์ (สำรอง) 9
ปอร์ทสมัธ เดวิด เจมส์ 7, เกล็น จอห์นสัน 5, โซล แคมป์เบลล์ 8, ลินวอย ไพรมัส 6, โลร็อง เอตาเม่ 7, แม็ทธิว เทย์เลอร์ 6, ริชาร์ด ฮิวจ์ส 6, แกรี่ โอนีล 6, เปโดร เมนเดส 7, นิโก้ ครานจ์ก้าร์ 6, แอนดี้ โคล 5, โรดอล์ฟ ดูเอล่า (สำรอง) 5, เบนยามิน เอ็มวารูวารี่ (สำรอง) 5, เอ็นวานโก้ คานู (สำรอง) 5
แมน ออฟ เดอะ แมตช์ เวย์น รูนี่ย์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)
Por